ศิลปะสากล(art instructor)
ศิลปะสากล
มีพื้นฐานมาจากศิลปะตะวันตก และมีวิวัฒนาการมาหลายยุคกลายสมัยจนอิทธิพลขยายไปยังชาติต่างๆในโลกกว้างขวาง คำว่า “ สากล ” ความหมาย
ยตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ทั้งหมด ทั้งสิ้น ทั่วไประหว่างประเทศ ศิลปะสากลจึงเป็นศิลปะที่มีการผสมผสานแนวความคิด ตลอดจนรูปแบบต่างๆ ไว้อย่างกว้างขวาง มีการใช้วัสดุ อุปกรณ์ และมีวิธีการสร้างสรรค์ผลงานได้โดยอิสระ ดังนั้น ศิลปะสากลจึงจำแนกได้ตามช่วงเวลาและยุคสมัยได้อย่างกว้างๆ ดังนี้
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยก่อนประวัติศาสตร์สามารถแบ่งย่อยได้เป็น 2 ยุค ดังนี้
1. ยุคหิน นับตั้งแต่สมัยหินเก่าเป็นต้นมา มนุษย์รู้จักใช้ความคิดประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องใช้ ตั้งแต่เครื่องมือที่ทำมาจากหินหยาบ ๆ หรือกระดูกสัตว์ รู้จักใช้ถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย รู้จักรวมกลุ่มทางสังคม รู้จักก่อไฟ และสามารถพัฒนาเครื่องมือ เครื่องใช้ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลาระหว่าง 14,500 ปีก่อน ค.ศ. มนุษย์รู้จักการเขียนสี ขูดขีดเป็นรูปสัตว์หรือภาพเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการล่าสัตว์ อีกทั้งยังมีการวาดรูปลายเรขาคณิตไว้บนผนังถ้ำ และเพิงผาต่างๆ อีกด้วย ดังที่พบหลักฐานในประเทศฝรั่งเศสและทางภาคเหนือของประเทศสเปน ภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุด พบอยู่ในถ้ำอัลตามิรา ประเทศสเปน เป็นภาพวัวไบซันกำลังแสดงท่าทางเคลื่อนไหวในลักษณะท่าวิ่งหรือกระโดด ภาพที่วาดจะระบายด้วยสีแดง ดำ และเหลือง มีเส้นตัดรอบนอกเป็นสีดำและพบถ้ำลาส์โกซ์ (Lascaux) ประเทศฝรั่งเศสเป็นภาพวาดสุนัขป่ากวางเรนเดียร์ ม้า ช้างโบราณ และสัตว์อื่นๆ ส่วนประติมากรรมวิธีจะเริ่มต้นจากการขูดขีดก่อน หลังจากนั้นจึงพัฒนาไปสู่การแกะสลัก การตกแต่งสีต่างๆ ให้สวยงาม วัสดุที่ใช้จะเป็นพวกดินไม้ งา กระดูก และเขาสัตว์
นอกจากนี้ยังรวมรูปปั้นวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟของประเทศออสเดรียไว้ด้วย
2. ยุคโลหะ ผลงานของยุคโลหะที่เด่น และน่าสนใจจะเป็นพวกเครื่องประดับตกแต่ง เคราองปั้นดินเผา และอนุสาวรีย์ (Megalithic) ด้านจิตรกรรมและประติมากรรมจะปรากฎหลักฐานการเขียนที่เน้นการแสดงด้วยการเขียนลวดลายให้มีลักษณะประดิษฐ์มากขึ้น และใช้เป็นรูปแบบสัญลักษณ์แทนความหมายกว้างๆ ด้านสถาปัตยกรรมนิยมสร้างอนุสาวรีย์หิน ซึ่งกรรมวิธีการสร้างอนุสาวรีย์จะทำขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ดังปรากฎหลักฐานกระจายอยู่ทั่วไปในทวีปยุโรปตะวันตก
สมัยประวัติศาสตร์ สมัยประวัติศาสตร์ แบ่งออกได้เป็น 2สมัย ดังนี้
1.1) อียิปต์ อาณาบริเวณพื้นที่ตั้งของอียิปต์แต่เดิมนั้นเป็นแหล่งชุมชนของมนุษย์ยุค
ก่อนประวัติศาสตร์ ต่อมามนุษย์ยุคหินได้พัฒนาตนเองด้วยการรู้จักนำโลหะมาใช้ จึงก้าวสู่ ยุคสำริด (Bronze Age) อารยธรรมเหล่านี้ได้สร้างพื้นฐานเป็นอย่างดีต่อความเจริญก้าวหน้าของอียิปต์ จนกลายเป็นชุมชนที่มีความเจริญเก่าแก่ที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง ด้านจิตรกรรม พบภายในพีระมิดตามฝาผนังห้องต่างๆ ศิลปินอียิปต์สลักภาพรูปนูนต่ำแล้วจึงระบายสีทับลงไปอีกชั้นหนึ่งด้านประติมากรรม มีการสลักรูปใบหน้าคนไว้บนหีบศพมาตั้งแต่ยุคแรกๆ รูปสลักจะคำนึงถึงความแน่น ความมีปริมาตรทึบตันตามรูปทรงของแท่นหิน ด้านสถาปัตยกรรม ผลงานที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันดี
ได้แก่ สฟิงซ์ และพีระมิดต่างๆ เช่น พีระมิดแห่งเมืองกิเซห์ จะเห็นได้ว่า ศิลปะและสถาปัตยกรรมของอียิปต์จะมีลักษณะเรียบง่าย แต่ใหญ่โตมั่นคง ถาวรและสง่างาม
พีระมิดแห่งเมืองกิเซห์
1.2 ) กรีก ชาวกรีกมีเชื้อสายอินโดยูโรเปียน มีความเจริญรุ่งเรืองด้านต่างๆ เช่น ปรัชญา วิทยาศาสตร์ และศิลปกรรมแขนงต่างๆ ด้านจิตรกรรมจะปรากฏหลักฐานภาพวาดบนภาชนะเครื่องปั้นดินเผา มีการวาดภาพคน เน้นภาพทิวทัศน์ให้มีความกลมกลืนกันสกุลช่างเอเธนส์เป็นสกุลช่างนักวาดภาพที่มีชื่อเสียง และมีอิทธิพลต่อโรมันในระยะต่อมา สถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดคือ พระวิหารพาร์เธนอน (Parthenon) สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมดอริก (Doric) มีลักษณะโคนเสาใหญ่และเรียวขึ้นไปจนถึงยอด ตามลำเสาเซาะร่องเป็นทางยาว โดยที่ข้างบนจะมีแผ่นหินแบบเรียบแต่มั่นคงติดอยู่ นอกจากนี้ยังมีวิหารอีเรคติอุดม (Erechtheum) ซึ่งสร้างแบบไอโอนิก (Ionic) มีลักษณะเสาเรียวสง่างาม แผ่นหินบนหัวเสา
เป็นรูปโค้งย้อยม้วนลงมาทั้ง 2 ข้าง เหนือขึ้นไปเป็นรูปฐาน 3 ชั้น ซึ่งต่อมาพัฒนาไปเป็นแบบโครินเธียน(Corinthian) ซึ่งมีลักษณะหัวเสาเรียวกว่า “แบบไอโอนิก” และหัวเสาก็จะมีการประดับประดามากขึ้น เช่น แกะสลักเป็นรูปไม้ประดิษฐ์ ทั้งวิหารพาร์เธนอน และวิหารอิเรคติอุมต่างก็เป็นประจักษ์พยานแสดงให้เห็นถึงความงดงามของสถาปัตยกรรมกรีก ซึ่งยากที่จะหาสิ่งใดมาทัดเทียมได้ โดยเฉพาะการวางแผนผัง การระยะถูกสัดส่วน ทั้งส่วนสูง ระยะระหว่างเสา การประดับลวดลายความโค้งของหลังคา ล้วนแล้วแต่ได้ผ่านการคิดคำนวณอย่างละเอียดถี่ถ้วนและสมดุลที่สุด
สำหรับประติมากรรมนั้นในระยะแรกๆ ยังแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมอียิปต์ ซึ่งมักปรากฏในท่าทางตามแบบฉบับ คือ เท้าข้างหนึ่งก้าวไปข้างหน้า มือทั้งสองข้ากำแน่น จนกระทั่งประติมากรกรีกก็ได้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา โดยแสดงถึงลักษณะของมนุษย์นิยมและความสมดุล เช่นรูปปั้นเทพหรือเทพีต่างก็แสดงความเป็นมนุษย์ เช่น รูปเทพีอธีนา (Athena) ในพระวิหารพาร์เธนอน และรูปปั้นเทพีซีอุส (Zeus) ในวิหารโอลิมเปีย (Olimpia) ซึ่งเป็นฝีมือขั้นสุดยอดของประตากรกรีกชื่อฟีเดียส (Phidian) โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปปั้นนักขว้างจักร (diseus throwing) ฝีมือของไมรอน (Myron) ซึ่งแสดงให้เห็นร่างกายมนุษย์อันได้สัดส่วนขณะเคลื่อนไหว
สำหรับประติมากรรมนั้นในระยะแรกๆ ยังแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมอียิปต์ ซึ่งมักปรากฏในท่าทางตามแบบฉบับ คือ เท้าข้างหนึ่งก้าวไปข้างหน้า มือทั้งสองข้ากำแน่น จนกระทั่งประติมากรกรีกก็ได้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา โดยแสดงถึงลักษณะของมนุษย์นิยมและความสมดุล เช่นรูปปั้นเทพหรือเทพีต่างก็แสดงความเป็นมนุษย์ เช่น รูปเทพีอธีนา (Athena) ในพระวิหารพาร์เธนอน และรูปปั้นเทพีซีอุส (Zeus) ในวิหารโอลิมเปีย (Olimpia) ซึ่งเป็นฝีมือขั้นสุดยอดของประตากรกรีกชื่อฟีเดียส (Phidian) โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปปั้นนักขว้างจักร (diseus throwing) ฝีมือของไมรอน (Myron) ซึ่งแสดงให้เห็นร่างกายมนุษย์อันได้สัดส่วนขณะเคลื่อนไหว
1.3 โรมัน ชาวโรมันแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมกรีกกับความเป็นตัวของตัวเองที่ต้อการประยุกต์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และในขณะที่ชาวอียิปต์และชาวกรีกเป็นนักคิดในแบบของตนเอง ชาวโรมันกลับเป็นนักปฏิบัติที่มีความสามารถสูงมาก ถ้าหากปราศจากชาวโรมันที่รับและพัฒนาศิลปวัฒนธรรมเสียแล้ว วัฒนธรรมกรีกทั้งหมดหรือส่วนใหญ่อาจจะสูญสิ้นไปก็ได้ ศิลปวัฒนธรรมของชาวโรมันในด้านต่างๆ ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะที่ต่างจากชาวกรีก เช่น ลักษณะของความรับผิดชอบ เคารพในอำนาจ ความมีระเบียบวินัยเหนือเสรีภาพส่วนบุคคล กล่าวได้ว่าชาวโรมันที่ผู้ที่คอยพิทักษ์ และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมของเดิมที่ได้รับมาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีบ้างที่มีการดัดแปลง โดยสถาปนิกและวิศวกรชาวโรมันได้พยายามรักษาโครงร่าง และรูปแบบพื้นฐานของกรีกไว้ เช่น ลักษณะวัฒนธรรมของกรีกที่นิยมการประดับประดาหรูหราฟุ่มเฟือย แต่โรมันก็เน้นความใหญ่โตแข็งแรง และการดัดแปลงหัวเสาแบบโครินเธียนมาเป็นรูปโค้ง (Arch) ตามอิทธิพลอีทรัสกัน ( Etruscans) ซึ่งจะพบได้ในสิ่งก่อสร้างเพดานโค้งเพื่อคลุมเป็นหลังคาสำหรับบริเวณใหญ่ๆ ดังนั้นสถาปัตยกรรมโรมันจึงไม่มีลักษณะเรียบขนานไปกับแนวพื้นดินอย่างเช่น สถาปัตยกรรมของกรีกชาวโรมันไม่นิยมสร้างวัดถวายเทพเจ้าเหมือนชาวกรีก แต่จะสร้างตามความปรารถนาที่จะใช้ประโยชน์ เช่น สถานที่อาบน้ำสาธารณะ โรงมหรศพขนาดใหญ่ เป็นต้น ผลงานที่มีลักษณะเด่นๆ ของชาวโรมันและเป็นที่รู้จักทั่วๆไป ได้แก่ วิหารแพนธีออน (Pantheon) โคลอสเซียม (Colosseum) หรือโรมันฟอรัม (Roman Forum) สำหรับประติมากรรมโรมันก็มีลักษณะเหมือนจริงตามธรรมชาติได้สัดส่วนงดงามเช่นเดียวกับศิลปะกรีก เนื่องจากถือหลักการเดียวกันว่า มนุษย์คือศูนย์กลางของการแสดงออกซึ่งศิลปะประเภทนี้ ในด้านจิตรกรรม
จิตรกรรู้จักวาดรูปร่างมนุษย์ได้สัดส่วนถูกต้องกับความจริงมาก โดยผลงานที่มีความสมบูรณ์พอจะมีหลงเหลืออยู่บ้างก็ที่เมืองปอมเปอี นอกจากนี้ยังนิยมนำมาเสกมาประดับตกแต่งภาพอีกด้วย
จิตรกรรู้จักวาดรูปร่างมนุษย์ได้สัดส่วนถูกต้องกับความจริงมาก โดยผลงานที่มีความสมบูรณ์พอจะมีหลงเหลืออยู่บ้างก็ที่เมืองปอมเปอี นอกจากนี้ยังนิยมนำมาเสกมาประดับตกแต่งภาพอีกด้วย
วิหารแพนธีออน (Pantheon)
2. สมัยกลาง ในสมัยนี้มีรูปแบบศิลปะที่สำคัญ 2 สมัย คือ
ศิลปะสมัยโรมาเนสก์ (Romanasque) ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 11- 13 และ สมัยกอทิก (Gothic) อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 – 14 เป็นศิลปะที่มีรูปแบบทางศาสนาที่ชัดเจน มีลักษณะเฉพาะตัว มีผลงานเด่นชัดทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรม งานโลหะ จิตรกรรม ภาพคัมภีร์ มีการใช้สื่อเพื่อแสดงออกทางศิลปะหลากหลาย ศิลปะทั้งสองลักษณะนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วยุโรป โดยเฉพาะผลงานทางด้านสถาปัตยกรรม ได้แสดงให้เห็นถึงการออกแบบและก่อสร้างตกแต่งที่ประณีต ซับซ้อนมากขึ้น ความแตกต่างทางด้านสถาปัตยกรรมของโรมาเนสก์ และกอทิก เป็นการเพิ่มหน่วยย่อยในบริเวณว่างเข้าไปสู่โครงสร้างหลักท้ายสุด ดังนั้นอาคารก็คือผลรวมของส่วนย่อย ส่วนศิลปะแบบกอทิกจะมีลักษณะแสดงหน่วยรวมในการออกแบบอย่างชัดเจนมากกว่าศิลปะโรมาเนสก์ โดยรูปทรงส่วนรวมเกี่ยวกับการแสดงออกของรวมมวลรูปทรง นิยมใช้โค้งกลม โค้งแหลมในงานสถาปัตยกรรม เสามั่นคง แข็งแรง วิหารที่เป็นตัวอาคารจะมีลักษณะสูงแหลมเสียดฟ้า มีการตกแต่งด้วยกระจกสีอันตระการตา ฉะนั้นจะเห็นสถาปัตยกรรมแบบกอทิก จึงเสมือนกับการสร้างขึ้นมาเพื่อบูชา พระเจ้า ซึ่งความงามเหนือธรรมชาติเช่นนี้สัมพันธ์กับคำสอนและปรัชญาของคริสต์ศาสนาในช่วงเวลานั้น ภายในโบสถ์และประตูของศิลปะแบบกอทิกมักจะได้รับการตกแต่งในบริเวณค่อนข้างจำกัด รูปทรงคนแข็งกร้าวการตกแต่งเป็นแบบตายตัว ประติมากรรรมสมัยกอทิกจึงเป็นศิลปะที่ได้พัฒนาไปสู่รูปทรงที่เป็นธรรมชาติมากกว่าศิลปะแบบโรมาเนสก์
ศิลปะสมัยโรมาเนสก์ (Romanasque) ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 11- 13 และ สมัยกอทิก (Gothic) อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 – 14 เป็นศิลปะที่มีรูปแบบทางศาสนาที่ชัดเจน มีลักษณะเฉพาะตัว มีผลงานเด่นชัดทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรม งานโลหะ จิตรกรรม ภาพคัมภีร์ มีการใช้สื่อเพื่อแสดงออกทางศิลปะหลากหลาย ศิลปะทั้งสองลักษณะนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วยุโรป โดยเฉพาะผลงานทางด้านสถาปัตยกรรม ได้แสดงให้เห็นถึงการออกแบบและก่อสร้างตกแต่งที่ประณีต ซับซ้อนมากขึ้น ความแตกต่างทางด้านสถาปัตยกรรมของโรมาเนสก์ และกอทิก เป็นการเพิ่มหน่วยย่อยในบริเวณว่างเข้าไปสู่โครงสร้างหลักท้ายสุด ดังนั้นอาคารก็คือผลรวมของส่วนย่อย ส่วนศิลปะแบบกอทิกจะมีลักษณะแสดงหน่วยรวมในการออกแบบอย่างชัดเจนมากกว่าศิลปะโรมาเนสก์ โดยรูปทรงส่วนรวมเกี่ยวกับการแสดงออกของรวมมวลรูปทรง นิยมใช้โค้งกลม โค้งแหลมในงานสถาปัตยกรรม เสามั่นคง แข็งแรง วิหารที่เป็นตัวอาคารจะมีลักษณะสูงแหลมเสียดฟ้า มีการตกแต่งด้วยกระจกสีอันตระการตา ฉะนั้นจะเห็นสถาปัตยกรรมแบบกอทิก จึงเสมือนกับการสร้างขึ้นมาเพื่อบูชา พระเจ้า ซึ่งความงามเหนือธรรมชาติเช่นนี้สัมพันธ์กับคำสอนและปรัชญาของคริสต์ศาสนาในช่วงเวลานั้น ภายในโบสถ์และประตูของศิลปะแบบกอทิกมักจะได้รับการตกแต่งในบริเวณค่อนข้างจำกัด รูปทรงคนแข็งกร้าวการตกแต่งเป็นแบบตายตัว ประติมากรรรมสมัยกอทิกจึงเป็นศิลปะที่ได้พัฒนาไปสู่รูปทรงที่เป็นธรรมชาติมากกว่าศิลปะแบบโรมาเนสก์
ยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ ( Renaissance )คริสต์ศตวรรษที่ 14 ยุโรปมีความตื่นตัวทางด้านการพาณิชย์และแสวงหาดินแดนในโลกใหม่อันนำมาซึ่งลัทธิการล่าอาณานิคม ส่วนในทางศิลปะนั้นศิลปินมีความกล้าที่จะแหวกวงล้อมของอิทธิพลศิลปะโกธิคไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์ มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัสการค้นพบกระบวน การพิมพ์หนังสือของ กูเตนเบอร์กและฟุสท์อิตาลี ถือว่าเป็นศูนย์กลางของความเจริญก้าวหน้าที่สำคัญโดยเฉพาะในเรื่องของศิลปกรรมศิลปะในสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ เป็นยุคสมัยที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิวัฒนาการทางจิตรกรรมของโลกคือ ความมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์ ความมีลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน กล้าที่จะคิดและแสดงออกตามแนวความคิดที่ตนเองชอบ และต้องการแสวงหานับเป็นบันไดก้าวแรกที่จะนำทาง ไปสู่การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสมัยใหม่ในเวลาต่อมา งานจิตรกรรมมีความตื่นตัวและเจริญก้าวหน้า ทางเทคนิควิธีการเป็นอย่างมาก ได้มีการคิดค้นการเขียนภาพลายเส้นทัศนียภาพ ( Linear Perspective ) ซึ่งนำไปสู่การเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงาม นอกจากนี้ศิลปินได้พยายามศึกษากายวิภาค ด้วยการผ่าตัดศพ พร้อมฝึกวาดเส้น สรีระและร่างกายมนุษย์อย่างละเอียด แสดงกระดูกและกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง
ความเจริญก้าวหน้าในงานจิตรกรรมสีน้ำมันประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนี้ด้วย
1. โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ (St.Peter) ค.ศ.1506-1546บรามานเต เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบและคุมการก่อสร้าง แต่บรามานเตถึงแก่กรรมก่อนงานจะเสร็จ จึงเป็นภาระหน้าที่ของสถาปนิกอีกหลายคน จนกระทั่ง ค.ศ.1546 มิเคลันเจโล Michelangelo Buonarrotii ได้รับการติดต่อจากสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 3 ให้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างต่อไป โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ตรงกลาง มิเคลันเจโลได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออน ของจักรวรรดิโรมัน![]()
![]()
พระที่นั่งอนันตสมาคม2. ภาพกำเนิดอาดัม (ค.ศ.1508-1512 ) มิเคลันเจโล บูโอแนร์โรตี Michelangelo Buonarrotii เป็นงานจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนไว้ตกแต่งเพดานโบสถ์ซิสทีนด้วยวิธีการวาดภาพปูนเปียกFresco คือเขียนภาพในขณะที่ปูนยังไม่แห้งเพื่อสีจะได้ซึมเข้าไปในเนื้อปูน อันมีผลต่อความคงทน
3. ภาพโมนา ลิซา Mona Lisa (ค.ศ.1503-1505) เลโอนาร์โด ดา วินชี Leonardo Da Vinciเป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้า ขนาด 30.5 X 21 นิ้วแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดแบบเลียนแบบธรรมชาติการพิถีพิถันเรื่องการจัดวางมือที่งดงามแววตาและรอยยิ้มอย่างมีเลศนัยการนำธรรมชาติมาเป็นฉากหลังและสร้างมิติใกล้ไกลแบบวิทยาศาสตร์การเห็น (ทัศนียภาพหรือPerspective)เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพแบบแสดงค่าตัดกันระหว่างความมืดกับความสว่างที่เรียกว่า คิอารอสกูโร( Chiaroscuro )![]()
ภาพอาหารมื้อสุดท้าย The Last Supper![]()
เป็นงานจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงอีกภาพหนึ่งของเลโอนาร์โด ดา วินชี4. ดาวิด David ( ค.ศ.1501-1504 ) มิเคลันเจโลรูปสลักรูปดาวิด เป็นหินอ่อนมีความสูงถึง 13 ฟุต 5 นิ้ว เป็นการถ่ายทอดรูปแบบที่มีกรีกและโรมันเป็นแนวทางจึงทำให้รูปดาวิดมีลักษณะทางกายภาพสอดคล้องกับอุดมคติของกรีกและโรมันที่เน้นความสมบูรณ์ทางสรีระการจัดท่วงท่าที่งดงาม ด้วยการใช้ขาข้างหนึ่งรับน้ำหนักอีกข้างหนึ่งงอพัก แขนข้างหนึ่งห้อยขนานอีกข้างหนึ่งยกขึ้นในอิริยาบถที่ไม่ซ้ำกับแขนอีกข้างรูปดาวิดให้ความรู้สึกที่สง่างาม มีท่วงท่าที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ![]()
ปิเอต้า (Pieta) เป็นผลงานประติมากรรมของมิเคลันเจโลที่สวยงามมากอีกชิ้นหนึ่ง
The School of Athens
4.) ศิลปะบาโรก ( Baroque ) ค.ศ.1580 - 1750เป็นยุคที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการแสดงออกที่เรียกร้องความสนใจมากเกินไปมุ่งหวังความสะดุดตาราวกับจะกวักมือเรียกผู้คนให้มาสนใจศาสนาการประดับตกแต่งมีลักษณะฟุ้งเฟ้อเกินความพอดี1. พระราชวังแวร์ซายล์ส Versailles (ค.ศ.1661 - 1691)สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของประเทศฝรั่งเศสใช้เงินไปประมาณ 500 ล้านฟรังส์ จุคนได้ประมาณ 10,000 คนเพื่อประกาศให้นานาประเทศได้เห็นถึงอำนาจและบารมีของพระองค์![]()
![]()
2. ความปลาบปลื้มยินดีของเซนต์เทเรซาSt.Theresa (ค.ศ.1645 - 1652) ศิลปิน เบอร์นินีเป็นงานประติมากรรมที่แสดงอาการความรู้สึกเคลื่อนไหวมีชีวิตประหนึ่งว่ามีลมหายใจ ผลงานชิ้นนี้บ่งบอกถึงการทำงานอย่างมีการวางแผนเพื่อให้ผลงานและพื้นที่ทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงามและกลมกลืน![]()
3. ภาพยามกลางคืน In the night ( ค.ศ.1664 )โดย เรมบรานด์ท แวน ไรน์ Rembrandt van Rijnเป็นงานจิตรกรรมที่มีการใช้แสงเงากำหนดพื้นที่สว่างบนเงาเข้มได้อย่างยอดเยี่ยม![]()
5.) ศิลปะโรโคโค ( Rococo ) ค.ศ. 1700 - 1789เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนความโอ่อ่า หรูหราประดับประดาตกแต่งที่วิจิตรละเอียดละออส่งเสริมความรื่นเริง ยินดีความรัก กามารมณ์1. ภาพกำเนิดวีนัส ( ค.ศ.1754 ) โดย บูเชร์เป็นศิลปินผู้มีฐานะและบทบาทสำคัญโดยเป็นผู้นำที่รับผิดชอบทางด้านจิตรกรรมของราชสำนักผลงานจิตรกรรมของเขาแสดงสีสันที่สวยงามสอดคล้องกลมกลืนกับเรื่องราวเสนอเรื่องราวที่ให้ความรื่นเริง ชวนฝัน อิ่มสุข ซึ่งรสนิยมดังกล่าวมีปรากฏให้เห็นอยู่ในพระราชวังแวร์ซายล์ส![]()
2. การตกแต่งภายในโบสถ์ที่บาวาเรีย ( ค.ศ.1767 หรือ พ.ศ.2310 )ศิลปะการตกแต่งพัฒนาไปสู่ความวิจิตรมากยิ่งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากราชสำนักตลอดจนชนชั้นสูงเป็นพิเศษ การตกแต่งห้องจะสะท้อนให้เห็นถึง ความละเอียดละออประณีต สีสันของบรรยากาศที่เปี่ยมสุขจนแทบไม่มีที่ว่างแห่งความเศร้าหมองเข้าสอดแซม![]()
3. แบจิอัส โดย ฟอลโคเนท์ Etienne Maurica Falconet( ค.ศ.1760-1780 )เป็นประติมากรรมหินอ่อน ที่ใช้ตกแต่งมีขนาดสูงเพียง 38 ซม.ลักษณะบ่งบอกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของกรีก-โรมันสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ จนถึงสมัยบาโรกซึ่งนิยมแสดงออกในรูปแบบที่เลียนแบบจากธรรมชาตินอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความกลมกลืนกับคตินิยมของสมัยโรโคโคโดยเฉพาะทางด้านเรื่องราวและการจัดท่าทางที่มุ่งหวังทำให้เกิดความรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้กับมนุษย์![]()
6.) ศิลปะคลาสสิกใหม่ ( Neoclassic ) ค.ศ. 1780 - 1840เป็นลัทธิทางศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดได้ฟื้นฟูศิลปะคลาสสิกอันงดงามของกรีกและโรมันกลับมาสร้างใหม่ปรัชญาที่ว่าศิลปะ คือ ดวงประทีปของเหตุผลโดยเน้นความประณีต ละเอียดอ่อน นุ่มนวล และเหมือนจริงด้วยสัดส่วนและแสงเงาเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของศิลปะสมัยกลางและศิลปะสมัยใหม่เป็นประตูของประวัติศาสตร์บานสำคัญที่ทำหน้าที่แง้มไปสู่โลกแห่งเสรีภาพอันมีผลต่อการคิดค้นสร้างสรรค์ศิลปะอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา1. ภาพความตายของโซคราติส โดย ดาวิด David ค.ศ.1787แสดงให้เห็นความสมจริงตามแบบตามองเห็น การกำหนดมิติน้ำหนัก แสงเงา ยังอาศัยอิทธิพลดั้งเดิมของศิลปะสมัยกลางมีการนำลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมสมัยกรีกและโรมันมาสร้างเป็นภาพพื้นหลังแสดงเรื่องราวในสมัยกรีกและโรมันซึ่งจะแฝงไว้ด้วยความรักชาติ ความเสียสละ สำนึกรับผิดชอบต่อประชาชน![]()
2. ภาพคำสาบานของพวกฮอราติไอ โดย ดาวิด David ค.ศ.1784เป็นภาพแสดงเหตุการณ์ปฏิวัติในฝรั่งเศส1. ภาพ 3 พฤษภาคม 1808 โดย โกยา Francisco Goya ( ค.ศ.1814 )เป็นเรื่องราวความรักชาติของนักรบโรมัน 3 คนที่รับดาบจากบิดา เพื่อสู้รบกับศัตรูโดยยึดถือผลประโยชน์ของรัฐ เป็นหลัก ส่วนครอบครัวคนรักและความผูกพันระหว่างพี่น้องเป็นผลประโยชน์ด้านรอง
ศิลปะสมัยใหม่ ( Modern Art )1.) ศิลปะจินตนิยม ( Romanticism ) ประมาณ ค.ศ. 1800 1900 ก่อเกิดในอังกฤษและฝรั่งเศสช่วงระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน มีทรรศนคติที่ต้องการความเป็นอิสระ ในการแสดงออกที่ศิลปินต้องการมากกว่าการเดินตามกฏเกณฑ์ และแบบแผนทางศิลปะ ดังที่ศิลปินลัทธิคลาสสิกใหม่ยังยึดถืออยู่เป็นศิลปะ ที่เน้นอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล มุ่งสร้างสรรค์งานที่ตื่นเต้น เร้าใจ ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้ชม![]()
2. ภาพ เสรีภาพนำหน้าประชาชนโดย เดอลาครัวซ์ Eugene Delacroix ( ค.ศ.1830 )เดอลาครัวซ์เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสที่พัฒนาตนเองมาจากการศึกษาศิลปะในอดีตจนกลายเป็นผู้นำลัทธิจินตนิยมงานจิตรกรรมชิ้นนี้เป็นภาพที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์การปฏิวัติในฝรั่งเศสจะเห็นว่าภาพนี้สามารถส่งผลกระทบต่อความรู้สึกได้อย่างน่าตื่นเต้นนับตั้งแต่การเลือกเรื่องราว การจัดภาพ การกำหนดแสงเงาที่ตัดกันเอกภาพของทิศทางของกลุ่มคนยืนขัดแย้งกับทิศทางของผู้บาดเจ็บล้มตายการให้ความสำคัญในท่าทางอิริยาบถของทุกคนการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านท่าทาง ใบหน้า และดวงตา![]()
3. ภาพ การอับปางของแพเมดูซา โดย เจริโคท์Theodore Gericault ( ค.ศ.1819)เรื่องราวที่เขียนเกิดจากการได้รับทราบเหตุการณ์การประสบอุบัติเหตุเรือแตกของเรือลำหนึ่งโดยมีผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งต้องเผชิญกับภัยอย่างอ้างว้างบนแพอันจำกัดกลางท้องทะเลแห่งคลื่นลมและความหิวมีวิธีการจัดภาพโดยการกำหนดแสงเงาแบบสว่างจัดมืดจัดตัดกันอย่างรุนแรงอิริยาบถของผู้คนได้รับการจัดท่าทางอย่างสมบทบาทการแสดงออกบนใบหน้าและท่าทางทำให้เกิดความรู้สึกที่หลากหลายนับตั้งแต่ลีลาที่อ่อนล้าโรยแรงจนถึงความตื่นเต้นเมื่อแลเห็นเกาะอยู่ลิบๆ![]()
4. ภาพ พายุหิมะ โดย เจ เอ็ม ดับบลิว เทอร์เนอร์Joseph Mallord William Turner ( ค.ศ. 1841 - 1842 )เทอร์เนอร์เป็นศิลปินชาวอังกฤษที่ทำงานด้านปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและทิวทัศน์ในภาพพายุหิมะเป็นการถ่ายทอดบรรยากาศของเรือกลไฟที่ใกล้จะอับปางท่ามกลางคลื่นลมกลางทะเล![]()
2.) ศิลปะสัจนิยม ( Realisticism ) กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19ศิลปินในยุคนี้ได้แก่ กุสตาฟ คูร์เบท์,ฌอง ฟรังซัวส์ มิล์เลท์1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ภาพร่อนข้าวโพดThe Corn Sifters วาดโดย กุสตาฟ คูร์เบท์Gustave Courbet ค.ศ.1855![]()
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ภาพคนเก็บข้าวตกThe Gleaners วาดโดย ฌอง ฟรังซัวส์ มิล์เลท์Jean-Francois Millet ค.ศ.1857![]()
3.) ศิลปะลัทธิประทับใจ ( Impressionism ) ศิลปะแห่งความงดงามของประกายแสงและสีศิลปะลัทธิประทับใจ จะแสดงภาพทิวทัศน์บก ทะเล ริมฝั่งเมืองและชีวิตประจำวันที่รื่นรมย์ เช่นการสังสรรค์ บัลเลต์ การแข่งม้า สโมสร นิยมเขียนภาพนอกห้องปฏิบัติงานรูปแบบของศิลปะลัทธิประทับใจพยายามแสดงคุณสมบัติของแสงสี อันเป็นผลมาจากความรู้เกี่ยวกับแสงจากสเปกตรัมและสีซึ่งเป็นผลผลิตจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์โดยพยายามบันทึกการสะท้อนแสงบนพื้นผิวของวัตถุรวมทั้งสภาพบรรยากาศในแต่ละช่วงเวลาไม่สนใจต่อการแสดงรูปทรงให้โดดเด่นใช้สีสดใสตามสีของสเปกตรัมระบายด้วยรอยแปรงหยาบๆทับซ้อนกันหลายครั้งศิลปินนิยมใช้สีเหลืองในบริเวณแสง สีม่วงในบริเวณเงาไม่นิยมใช้สีดำหรือสีน้ำตาล เพราะเป็นสีที่ไม่อยู่ในสเปกตรัมศิลปินในยุคนี้ได้แก่ มาเนท์,โคลด โมเนท์, เรอนัวร์ ,เดอร์กาส์,พีส์ซาร์โร,ซิสเลย์ รวมทั้งประติมากร โรแดง และ รอสโซ1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ อาหารกลางวันบนสนามหญ้าLunch on the Grassวาดโดย มาเนท์ Edouard Manet ค.ศ.1863เป็นภาพที่สร้างความแปลกและตื่นตระหนกให้แก่ชาวฝรั่งเศสเป็นอันมาก เพราะเป็นภาพที่ผู้ชายแต่งกายเรียบร้อยและผู้หญิงเปลือยกาย![]()
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ความประทับใจเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นImpression Sunriseวาดโดย โคลด โมเนท์ Claude Monet ค.ศ.1872เป็นภาพที่เป็นที่มาของคำว่า " ประทับใจ " ซึ่งทำให้เกิดเป็นศิลปะลัทธิประทับใจขึ้น![]()
3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ สวนที่จิแวร์นี Garden at Givernyวาดโดย โคลด โมเนท์ Claude Monet![]()
4. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ห้องเรียนเต้นรำ The Dancing Classวาดโดย เดอร์กาส์ Edgar Degas![]()
5. ภาพผลงานประติมากรรมชื่อ นักคิด The Thinkerโดย โรแดง Auguste Rodinเป็นงานประติมากรรมที่แสดงพื้นผิวที่ขรุขระแสดงถึงอารมณ์เก็บกดและทรมานภายในใจ![]()
4.) ศิลปะลัทธิประทับใจใหม่ ( Neo - Impressionism )สีจากแสงสเปกตรัมมาสู่อนุภาคเกิดเทคนิคการระบายสีเป็นจุด ( Pointilism )ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อทางฟิสิกส์ว่าแสง คือ อนุภาค โดยการระบายสีให้เกิดริ้วรอยพู่กันเล็กๆ ด้วยสีสดใสจุดสีเล็กๆ นี้จะผสานกันในสายตาของผู้ดู มากกว่าการผสมสีอันเกิดจากการผสมบนจานสีศิลปินคนสำคัญในยุคนี้ ได้แก่ จอร์จส์ เซอราท์,คามิลล์ พีส์ซาร์โร,พอล ซิยัค1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ บ่ายวันอาทิตย์บนเกาะลากรองด์แจตท์Sunday Afternoon on the Island of La Grande Jatteโดย จอร์จ เซอราท์ Georges Seurat ค.ศ.1886![]()
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ถนนมองท์มาร์ทยามพลบค่ำBoulevard Montmartre in the Eveningโดย คามิลล์ พีส์ซาร์โร Camille Pissaro ค.ศ.1897![]()
4. ศิลปะลัทธิประทับใจยุคหลัง ( Post - Impressionism )ศิลปินในยุคนี้ ได้แก่ พอล เซซานน์,วินเซนต์ ฟานโกะ,พอลโกแกงและ ทูลูส - โลเทรค1. ภาพผลงานจิตรกรรม ชื่อ ห้องนอนที่อาลส์The Bedroom at Arlesวาดโดย วินเซนต์ ฟานโกะ Vincent van Gogh![]()
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ณ มูแลง รูจวาดโดย ทูลูส - โลเทรค Henri de Toulouse-Lautrec![]()
3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ราตรีประดับดาว The Starry Nightวาดโดย วินเซนต์ ฟานโกะ Vincent van Gogh ค.ศ.1889![]()
![]()
Wheat Crows4. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ หุ่นนิ่งกับแอปเปิ้ล Still Life with Applesโดย พอล เซซานน์ Paul Cexanne ค.ศ.1890 - 1900![]()
5. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ เมื่อไรเธอจะแต่งงานWhen are You to be Married โดย พอล โกแกงPaul Gauguin ค.ศ. 1892![]()
6.) ศิลปะลัทธิบาศกนิยม ( Cubism ) ค.ศ. 1907 - 1910ศิลปินคนสำคัญในยุคนี้ ได้แก่ พาโบล ปิคาสโซ,จอร์จส์ บราคและเฟอร์นานด์ เลเจร์1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ หญิงสาวแห่งอาวิยองLes Demoiselles d'Avignonโดย พาโบล ปิคาสโซ Pablo Picasso ค.ศ. 1807![]()
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ชาวโปรตุเกส The Portugueseโดย จอร์จส์ บราค Georges Braque![]()
3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ผู้หญิงสามคน โดย เฟอร์นานด์ เลเจร์Fernand Leger ค.ศ. 1921![]()
7.) ศิลปะลัทธิเหนือจริง ( Surrealism )ศิลปกรรมที่เปิดเผยความฝันและจิตใต้สำนึกการแสดงออกทางจิตรกรรมของศิลปินลัทธิเหนือจริงมีหลายแนวทางเช่นการสร้างสรรค์รูปทรงจากจิตใต้สำนึกการใช้รูปทรงจากโลกที่มองเห็นได้เป็นตัวสื่อในการแสดงออกอาจเป็นเรื่องของความฝันฝันร้าย อารณ์เก็บกดเรื่องราวจากตำนาน เรื่องเร้นลับ การท้าทาย ศาสนาการเปรียบเทียบสิ่งที่แปลกแตกต่างกัน แสดงออกในสภาพที่เพ้อฝันน่าตื่นตระหนก น่าหวาดกลัว แดนสนธยาเป็นการใช้สีและสร้างบรรยากาศที่ลึกลับ1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ วันเกิด Birthdayโดย มาร์ค ชากาลล์ Marc Chagall ค.ศ 1915![]()
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ เทศกาลตลก โดย โยฮัน มิโรJoan Miro ค.ศ 1924 - 25![]()
3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ความทรงจำที่ฝังแน่นThe Persistence of Memoryโดย ซัลวาดอร์ ดาลี Salvador Dali ค.ศ. 1931![]()
8.) ศิลปะลัทธินามธรรม ( Abstractism ) ศิลปะไร้รูปลักษณ์ศิลปินแสดงออกโดยการสกัดรูปทรงจากธรรมชาติให้ง่ายปล่อยให้รูปทรงปรากฏขึ้นตามลีลาหรือกลวิธีในการแสดงออกบางครั้งก็สร้างรูปทรงให้ปรากฏขึ้นจากความคิดอันเป็นนามธรรมศิลปินสร้างเส้น รูปทรง สี จากการใช้ญาณวินิจฉัย โดยไม่ต้องพึ่งเส้นรูปทรง สีจากธรรมชาติการแสดงออกเป็นผลจากพลังจิตใต้สำนึก ตามเส้นทางของจิตวิทยากลวิธีของการแสดงออก ได้แก่ การใช้สีราด หยด หยอด ใช้แปรงละเลงระบายอย่างหยาบกร้านการสาดสี เป็นต้นศิลปินคนสำคัญ ได้แก่ แจคสัน พอลลอค,วาสสิลี แคนดินสกี, พีท มองเดรียง1. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ องค์ประกอบสีแดง เหลือง และน้ำเงินโดย พีท มองเดรียง Piet Mondrian ค.ศ.1921![]()
2. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ เอกนัย Convergenceโดย แจคสัน พอลลอคJackson Pollock ค.ศ.1952![]()
3. ภาพผลงานจิตรกรรมชื่อ ความปิติ Small Pleasureโดยวาสสิลี แคนดินสกี Wassili Kandinsky ค.ศ. 1913



